ค้นหาบล็อกนี้

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555

What did I learn on youtube? # 4

กฎหมายค้ำประกัน
          กฎหมายค้ำประกัน  สามารถแบ่งประเด็นในการศึกษาออกได้เป็น 7 ประเด็นด้วยกัน ดังต่อไปนี้คือ
            (1).ที่มาที่ไปของกฎหมายค้ำประกัน
            (2).ค้ำประกันคืออะไร
            (3).ภาพรวมสัญญาค้ำประกัน
            (4).แบบสัญญาค้ำประกัน
            (5).ความรับผิด / เกราะป้องกันของผู้ค้ำประกัน
            (6).สิทธิของผู้ค้ำประกัน
            (7).กรณีการค้ำประกันการทำงาน (กรณีพิเศษ)
           
            (1).ที่มาที่ไปของกฎหมายค้ำประกัน
            สัญญาค้ำประกัน ในทางกฎหมายจะเรียกว่าสัญญาอุปกรณ์ นั้นก็คือสัญญาค้ำประกันจะเกิดขึ้นมาได้ก็ต้องเกิดจากการที่มีสัญญาประธานขึ้นมาเสียก่อน  โดยปกติแล้วสัญญาค้ำประกันจะเกิดขึ้นมาคู่กับสัญญากู้ยืมเงิน
            อย่างในกรณีตัวอย่างเช่น  ถ้าเราต้องการกู้ยืมเงินจากเจ้าหนี้คนหนึ่ง  ถ้าเจ้าหนี้คนนั้นมีความมั่นใจที่จะให้เรากู้ยืมเงิน เราก็สามารถที่จะกู้ยืมเงินได้  โดยจะมีดอกเบี้ยหรือไม่มีดอกเบี้ยก็แล้วแต่เรากับเจ้าหนี้จะตกลงกัน  แต่ถ้าในกรณีที่เจ้าหนี้ไม่มั่นใจในตัวเรา  เราก็จะต้องมีหลักประกันเพื่อให้เจ้าหนี้เกิดความมั่นใจในตัวเรา  แล้วเราก็สามารถกู้ยืมเงินได้นั่นเอง 
            โดยหลักประกันสามารถที่จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ
            (1).คน การที่ใช้คนมาเป็นหลักประกันเราจะเรียกว่า ค้ำประกัน โดยใช้คน ความสามารถของคนมาเป็นหลักในการค้ำประกัน ตามสัญญาประธานที่ได้ตกลงกันไว้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เจ้าหนี้นั่นเอง
            (2).ทรัพย์ การที่ใช้ทรัพย์มาเป็นหลักประกันเราจะเรียกว่า จำนอง หรือ จำนำ
           
            (2).ค้ำประกันคืออะไร
            สัญญาค้ำประกัน ตามมาตรา 681 วรรค 1 คือ สัญญาซึ่งบุคคลภายนอก (ผู้ค้ำประกัน) ผูกผันตนเองต่อเจ้าหนี้คนหนึ่ง ซึ่งจะชำระหนี้ เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น เจ้าหนี้ก็มีความมั่นใจ
           

            (3).ภาพรวมสัญญาค้ำประกัน
            (1).เป็นสัญญาระหว่าง คนภายนอกกับเจ้าหนี้ ซึ่งไม่ใช่ลูกหนี้หรือลูกหนี้ร่วม จะต้องเป็นคนภายนอกเท่านั้น โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากลูกหนี้ (ฎีกา 762/2519)
            (2).สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาอุปกณ์ซึ่งจะต้องเกิดเมื่อมีสัญญาประธานเกิดขึ้นเสียก่อนนั่นเอง
            (3).ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิด เมื่อลูกหนี้ ผิดนัด เท่านั้น ถ้าไม่ผิดนัดผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดเลย
            (4).ถ้าหนี้ค้ำประกัน ไม่ใช่หนี้ทางแพ่ง ก็จะไม่สามารถค้ำประกันได้ อย่างเช่น หนี้อาญา

            (4).แบบสัญญาค้ำประกัน
            สัญญาค้ำประกันนั้น  เพียงแค่เราตกลงด้วยวาจา ก็ถือว่าสัญญานั้นสมบูรณ์แล้วตามมาตรา 680 วรรค 2 ไม่จำเป็นต้องมีหนังสือที่เป็นลายลักษณ์อักษรแต่อย่างใด 
            แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้นถ้าสมมติเราต้องการเป็นหนังสือ ก็สามารถที่จะทำได้เป็นหนังสือได้  จะต้องลงชื่อผู้ค้ำประกันในหนังสือนั้นด้วย  โดยที่จะมีประโยชน์เมื่อเราต้องการฟ้องร้องคดีนั่นเอง  ซึ่งการที่เราตกลงกันเพียงวาจาเท่านั้น  เมื่อต้องการฟ้องร้องบังคับคดี  ก็อาจจะทำไม่ได้เลย เพราะไม่มีหลักฐานนั่นเอง 

            (5).ความรับผิด / เกราะป้องกันของผู้ค้ำประกัน
            ในส่วนแรกจะพูดถึงความรับผิดของผู้ค้ำประกัน
            หมายความว่า  ผู้ค้ำประกันจะต้องจ่ายเงินชำระหนี้ให้เจ้าหนี้เมื่อลูกหนี้ ผิดนัด เท่านั้น โดยการผิดนัดของลูกหนี้นั้นสามารถที่จะแบ่งออกเป็น 2 แบบด้วยกันคือ
          (1).หนี้ไม่มีกำหนดระยะเวลา ตามาตรา 204 วรรค 1 คือ ไม่มีการตกลงว่าจะต้องใช้หนี้กันเมื่อไร ถ้าเกิดเจ้าหนี้เรียกลูกหนี้ชำระหนี้ แต่ลูกหนี้ไม่ยอมชำระหนี้ ความรับผิดก็จะตกแก่ผู้ค้ำประกันทันที
            (2).หนี้มีกำหนดระยะเวลา ตามมาตรา 204 วรรค 2 คือ การมีระยะเวลาที่ชำระหนี้ที่แน่นอน แต่ถ้าเกิดเจ้าหนี้เรียกลูกหนี้ชำระหนี้ แต่ลูกหนี้ไม่ยอมชำระหนี้ ความรับผิดก็จะตกแก่ผู้ค้ำประกันทันที
            (3).หนี้มีกำหนดระยะเวลา และจะระบุวันที่จะต้องชำระหนี้ลงไปในหนังสือสัญญาด้วย และก็จะมีระยะเวลาบอกกล่าวก่อน 
            (4).หนี้จากมูลละเมิด ตามมาตรา 206 โดยที่ระบุไว้ว่า เจ็บ ตาย กาย ทรัพย์ ตามมาตรา 420 โดยจะถือว่าลูกหนี้ผิดนัดตั้งแต่การทำละเมิด
            สิ่งที่ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดก็จะประกอบไปด้วย
            (1).เงินต้นที่ค้ำประกัน
            (2).ดอกเบี้ย ต้องไปดูที่สัญญาประธาน ตามมาตราที่ 683 เฉพาะรับผิดไม่จำกัดจำนวน
            (3).ค่าสินไหมทดแทน
            (4).ค่าธรรมเนียมต่างๆในการบังคับ ฟ้องร้องคดี
           
            ในส่วนต่อมาก็จะพูดถึงเกราะป้องกันของผู้ค้ำประกัน     
            เกราะป้องกันของผู้ค้ำประกันนั้นจะสามารถที่จะช่วยบรรเทาความรับผิดได้บางส่วน ไม่ว่าจะเป็นการติดตามลูกหนี้ให้มาใช้หนี้เจ้าหนี้ หรือการเลื่อนระยะเวลาในการชำระหนี้ออกไป โดยสามารถที่จะแบ่งได้เป็นข้อๆได้ดังต่อไปนี้ คือ
            (1).เช็คให้ดีว่า หนี้อาจจะยังไม่ถึงกำหนดชำระ อันเนื่องมาจาก การรับผิดของผู้ค้ำประกันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ลูกหนี้ผิดนัดเท่านั้น แต่ถ้าเกิดว่าลูกหนี้ยังไม่ได้ผิดนัด เราก็ยังไม่ต้องใช้หนี้แทนลูกหนี้
            (2).บอกปัดไป โดยให้ไปตามหนี้ที่ลูกหนี้เสียก่อน แต่ถ้าเจ้าหนี้เคยไปเรียกกับลูกหนี้มาแล้ว แต่ลูกหนี้ก็ยังไม่ยอมใช้หนี้คืน ผู้ค้ำประกันก็จำเป็นที่จะต้องใช้หนี้แทนลูกหนี้
            (3).พิสูจน์ว่าลูกหนี้มีตังค์ใช้หนี้จริงๆ โดยจะต้องหลักฐานอ้างอิงจริงๆด้วย และสามารถที่จะพิสูจน์ได้ด้วย
            (4).เจ้าหนี้มีทรัพย์ลูกหนี้เป็นประกัน ให้ไปเรียกใช้หนี้กับลูกหนี้ก่อนที่จะมาเรียกเก็บที่ผู้ค้ำประกัน
            แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดเลยก็คือ อย่ารับผิดร่วมกับลูกหนี้ เพราะฉะนั้นจะต้องอ่านสัญญาประธาน และสัญญาค้ำประกันให้ดีๆเสียก่อน ที่จะเป็นผู้ค้ำประกันให้กับผู้อื่น แต่ถ้าเผลอรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จะไม่สามารถใช้เกราะป้องกัน ตามมาตรา 688 มาตรา689 มาตรา690 ได้เลย
           
            (6).สิทธิของผู้ค้ำประกัน
            คือ ผู้ค้ำประกันได้รับสิทธิสวมสิทธิเจ้าหนี้  เจ้าหนี้สามารถทำอะไรได้  ผู้ค้ำประกันก็สามารถที่จะทำตามเจ้าหนี้ได้  โดยเงินที่ผู้ค้ำประกันจ่ายให้แก่เจ้าหนี้นั้น ก็ไม่ได้สูญเปล่าไปเสียยทีเดียว  แต่ผู้ค้ำประกันสามารถจะไปเรียกเก็บหนี้จากลูกหนี้ได้  เสมือนว่าผู้ค้ำประกันเป็นเจ้าหนี้เลย โดยตามกฎหมายแล้ว  กฎหมายจะให้การคุ้มครองผู้ค้ำประกันไว้เป็นอย่างดี
            (1).ร้องศาลสั่งบังคับลูกหนี้ชำระหนี้
            (2).เข้าควบคุมทรัพย์สินลูกหนี้ เสมือนเป็นเจ้าหนี้
            (3).หลักประกันแห่งหนี้
            (4).ฟ้องคดีในนามตนเองได้
            (5).เปลี่ยนแปลงชื่อทะเบียนของเจ้าหนี้เดิมมาเป็นของตน
            (6).เรียกดอกเบี้ยที่ตนเองชำระหนี้ไป
            โดยอายุความในการไล่เบี้ยกันนั้น  มีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 
           
            (7).กรณีการค้ำประกันการทำงาน (กรณีพิเศษ)
            ในปัจจุบันการค้ำประกันการทำงานเกิดขึ้นบ่อยมาก เกิดขึ้นในทุกๆที่ เพื่อเป็นการประกันแก่นายจ้าง  โดยมีหลักสังเกตสองประการคือ
            (1).ผู้ค้ำประกัน รับผิดเฉพาะความเสียหายที่เกิดจากหน้าที่ของลูกจ้าง โดยผู้ค้ำประกันจะรับผิดเฉพาะสิ่งที่ลูกจ้างก่อให้เกิดความเสียหายเท่านั้น โดยจะต้องอ่านสัญญาให้ดีๆ เพราะสัญญาอาจจะระบุให้รับผิดเนื่องมากจากนอกเหนือจากหน้าที่ก็เป็นไปได้ เพราะฉะนั้นต้องอ่านสัญญาให้ดีเสียก่อนที่จะไปค้ำประกันให้ใคร
            (2).เมื่อมีการเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ ต้องเปลี่ยนสัญญาค้ำประกันใหม่ด้วย เพราะ สัญญาค้ำประกันจะไม่ผูกพันไปถึงตำแหน่งหน้าที่ใหม่
            เพราะฉะนั้นการที่ผู้ค้ำประกัน  จะไปค้ำประกันให้ใคร  ก็พึงจะต้องศึกษากฎหมายในข้อนี้ให้เข้าใจเป็นเบื้องต้นเสียก่อน  เพื่อจะได้ไม่ต้องรับผิด หรือใช้หนี้แทนลูกหนี้นั่นเอง

วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2555

What did I really learn on 07 January 2012?

           สิ่งที่อาจารย์สอนและได้เรียนรู้ในวันที่  7 มกราคม พ.ศ. 2555 ก็คือ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (The Civil and Commercial Code) กฎหมายคุ้มครองแรงงาน (Labour Protection Act) การสัญญาจ้างงาน และหลักการของกฎหมายธุรกิจ โดยสามารถสรุปเนื้อหาได้ดังต่อไปนี้

            กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (The Civil and Commercial Code) (s.1 – s.1755)
          กฎหมายแพ่ง คือ กฎหมายว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของบุคคล เช่น เรื่องสภาพบุคคล ทรัพย์ หนี้ นิติกรรม ครอบครัว และมรดก เป็นต้น การกระทำผิดทางแพ่ง ถือว่าเป็นการละเมิดต่อบุคคลที่เสียหายโดยเฉพาะไม่ทำให้ประชาชนทั่วไปเดือดร้อนอย่างการกระทำผิดอาญา             
            กฎหมายพาณิชย์  คือ กฎหมายว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของบุคคล อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการเศรษฐกิจและการค้า โดยวางระเบียบเกี่ยวพันทางการค้าหรือธุรกิจระหว่างบุคคล เช่น การตั้งหุ้นส่วนบริษัท การประกอบการรับขน และเรื่องเกี่ยวกับตั๋วเงิน (เช่น เช็ค) กฎหมายว่าด้วยการซื้อขาย การเช่าทรัพย์ การจำนอง การจำนำ เป็นต้น            
            ในปัจจุบันกฎหมายแพ่งและกฎหมายพาณิชย์ของประเทศไทย ได้บัญญัติรวมเป็นกฎหมายฉบับเดียวกัน เรียกชื่อว่า "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" แบ่งออกเป็น 6 บรรพ
            อาจารย์ได้แบ่งกฎหมายออกเป็น 6 บรรพ คือ
          (1).General Principle (ว่าด้วยหลักทั่วไป)
          (2).Obligation (ว่าด้วยความเป็นหนี้)
          (3).Specific Contract (ว่าด้วยเอกเทศสัญญา)
          (4).Property (ว่าด้วยเรื่องทรัพย์สิน)
          (5).Family (ว่าด้วยเรื่องของครอบครัว)
          (6).Succession (ว่าด้วยยมรดก)
            เหตุที่ประเทศไทยมีการจัดทำประมวลกฎหมายโดยการนำเอากฎหมายแพ่งมารวมกับกฎหมายพาณิชย์เป็นฉบับเดียวคล้ายกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โดยไม่ได้แยกเป็นประมวลกฎหมายแพ่งเล่มหนึ่งและประมวลกฎหมายพาณิชย์อีกเล่มหนึ่งดังเช่นประเทศเยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น เพราะการค้าพาณิชย์ในขณะที่ร่างกฎหมายยังไม่เจริญก้าวหน้า อีกทั้ง หลักทั่วไปบางอย่างในกฎหมายแพ่งก็สามารถนำไปใช้กับกฎหมายพาณิชย์ได้ ความจำเป็นที่จะต้องแยกกฎหมายพาณิชย์ออกจากกฎหมายแพ่งโดยจัดทำเป็นประมวลกฎหมายคนละเล่มกันจึงยังไม่มีความจำเป็นเท่าใดนักในขณะนั้น
            นอกจากนี้อาจารย์ยังได้พูดถึงคำศัพท์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
โดยผมจะแบ่งออกเป็น 6 บรรพ ดังต่อไปนี้
            (1).General Principle (ว่าด้วยหลักทั่วไป)
          สัญญา   สาระสำคัญของสัญญา มีด้วยกัน 3 ประการ คือ
            (1). ต้องมีบุคคลตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไป
            (2). ต้องมีการแสดงเจตนาต้องตรงกัน คือ
                        คำเสนอ คือ เป็นคำแสดงเจตนาขอทำสัญญา คำเสนอต้องมีความชัดเจน แน่นอน ถ้าไม่มีความชัดเจน ไม่มีความแน่นอน จะเป็นแค่พียง คำเชิญชวน
                        คำสนอง คือ การแสดงเจตนาของผู้สนองต่อผู้เสนอ ตกลงรับทำสัญญาตามคำเสนอ คำสนองต้องมีความชัดเจน แน่นอน ปราศจากข้อแก้ไข ข้อจำกัด หรือข้อเพิ่มเติมใดๆ
            (3). จะต้องมีวัตถุประสงค์ในการทำสัญญา

            ประเภทของสัญญา
          (1).สัญญาและสัญญาไม่ต่างตอบแทน
            สัญญาต่างตอบแทน คือ สัญญาที่ทำให้คู่สัญญาต่างเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ซึ่งกัน
และกัน ในมาตราที่ 369
            สัญญาไม่ต่างตอบแทน คือ สัญญาที่ก่อหนี้ฝ่ายเดียว เช่น สัญญายืม
            (2).สัญญามีค่าตอบแทนและสัญญาไม่มีค่าตอบแทน
          (3).สัญญาประธานและสัญญาอุปกรณ์
          สัญญาประธาน  คือ สัญญาที่เกิดขึ้นและเป็นได้อยู่โดยลำพัง ไม่ขึ้นอยู่กับสัญญาอื่นๆ สัญญาอุปกรณ์ คือ  สัญญาอุปกรณ์จะต้องสมบูรณ์ตามหลักความสมบูรณ์ของตัวเองแล้วจะต้องขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของสัญญาประธานอีกด้วย
            (4). สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก       
          (5).เอกเทศสัญญาตาม ป.พ.พ.บรรพ 3 กับสัญญาไม่มีชื่อ


            (2).Obligation (ว่าด้วยความเป็นหนี้)
          จัดการงานนอกสั่ง คือ การที่บุคคลใดเข้าทำหน้าที่แทนผู้อื่น โดยเขามิได้วานใช้ให้ทำ  หรือไม่มีสิทธิที่จะทำการงานนั้น แทนผู้อื่นด้วยประการใดก็ตาม
            ถ้าการเข้าจัดการงานนั้น ขัดความประสงค์ของเขา ผู้เข้าจัดการไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าใช้จ่ายใดๆได้ และถ้าเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของบุคคลอื่นแล้ว ก็ต้องชดใช้ให้กับเขาด้วย

            ลาภมิควรได้ คือ กรณีที่บุคลได้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน  เพราะการที่บุคคลอีกคนหนึ่งกระทำเพื่อชำระหนี้ก็ดี หรือได้มาด้วยประการอื่นก็ดี โดยปราศจากมูลหนี้อันที่จะอ้างกฎหมายใด และการได้มาทำให้อีกบุคคลหนึ่งเสียเปรียบ สิ่งที่ได้มานั้นจึงจัดเป็นลาภมิควรได้ จะต้องคืนให้ผู้มีสิทธิไป

            ละเมิด มีองค์ประกอบสำคัญดังนี้ คือ
          (1). เป็นการกระทำต่อบุคคลอื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย    
            (2). เป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ                   
            (3). การกระทำนั้นเป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหาย
            การยอมให้บุคคลอื่นกระทำต่อตนด้วยความสมัครใจกล่าวคือ ปราศจากคำข่มขู่ กลฉ้อฉลหรือคำสำคัญผิดหรือความยินยอมที่ให้นี้จะต้องมีอยู่ตลอดเวลาในขณะที่ทำละเมิดด้วย

            (3).Specific Contract (ว่าด้วยเอกเทศสัญญา)
            สัญญาจ้างแรงงาน 
            สัญญาจ้างแรงงาน  คือ สัญญาซึ่งลูกจ้างตกลงทำงานให้แก่นายจ้าง และนายจ้างตกลงให้สินจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้
            ลักษณะสำคัญของสัญญาจ้างแรงงาน
            1. เป็นสัญญาระหว่างบุคคลสองฝ่าย คือลูกจ้างและนายจ้าง วัตถุประสงค์ของการจ้างชอบด้วยกฏหมาย
            2. เป็นสัญญาต่างตอบแทนและมีค่าตอบแทน กล่าวคือ ลูกจ้างมีหน้าที่ต้องทำงานให้แก่นายจ้าง และนายจ้างมีหน้าที่จ่ายสินจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้
            3. วัตถุประสงค์แห่งสัญญาคือ การทำงานของลูกจ้าง
            4. ไม่มีแบบแห่งสัญญา กล่าวคือกฏหมายไม่ได้กำหนดแบบแห่งสัญญาไว้ จะแสดงเจตนาตกลงกันด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษรก็ได้
            5. เป็นสัญญาเฉพาะตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่สัญญา
            สิทธิและหน้าที่ของลูกจ้าง
            สิทธิของลูกจ้าง
            1. ลูกจ้างมีสิทธิได้รับสินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้แก่นายจ้าง
            2. ลูกจ้างมีสิทธิให้บุคคลภายนอกทำงานแทนตนได้ เมื่อนายจ้างยินยอมพร้อมใจด้วย
            3. ลูกจ้างมีสิทธิได้รับใบสำคัญแสดงการผ่านงาน
            4. ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าเดินทางขากลับจากนายจ้างในกรณีนายจ้าง จ้างลูกจ้างมาจากต่างถิ่นโดยนายจ้างออกเงินค่าเดินทางมาทำงานให้
            5. ลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ในกรณีไม่มีเวลาการจ้างแน่นอน ด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้าในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่งเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากัน แต่ไม่จำเป็นต้องบอกล่วงหน้ากว่าสามเดือน
            หน้าที่ของลูกจ้าง
            1. ลูกจ้างต้องทำงานให้แก่นายจ้างตามที่ตกลงไว้ในสัญญาจ้างแรงงาน
            2. ลูกจ้างต้องทำงานตามความสามารถที่ตนได้รับรองโดยแสดงออกชัดหรือโดยปริยายว่าตนเป็นผู้มีฝีมือเช่นนั้น
            3. ลูกจ้างต้องทำงานตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง
            4. ลูกจ้างต้องไม่จงใจขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง
            5. ลูกจ้างต้องไม่ละเลยต่อคำสั่งของนายจ้างเป็นประจำ
            6. ลูกจ้างต้องไม่ใจละทิ้งงานไปเสียโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร
            7. ลูกจ้างต้องไม่กระทำผิดอย่างร้ายแรง
            8. ลูกจ้างต้องไม่ทำประการอื่นอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต

                ตัวอย่างสัญญาจ้างพนักงานทดลองงาน

                                                                                  เขียนที่ ……………………..……………
                                                                  วันที่ ……… เดือน ……………………. พ.ศ .……...
                    ระหว่างบริษัท ………………………..………… จำกัด ซึ่งต่อไปจะเรียกว่า ''นายจ้างฝ่ายหนึ่ง และนาย/นาง /นางสาว ………………………………. ซึ่งต่อไปจะเรียกว่า ลูกจ้างฝ่ายหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงตามสัญญาจ้างทดลองงานฉบับนี้ไว้ดังนี้
            1. กำหนดระยะเวลาการจ้างทดลองงานตั้งแต่วันที่ ……… เดือน ……………….. พ.ศ ………….ถึงวันที่ ……… เดือน …………………….. พ.ศ …………. ทดลองงานทั้งสิ้น 120 วัน
            2. กำหนดอัตราค่าจ้างดังนี้
                    2.1 ภายใน 60 วันแรก ได้รับค่าจ้างวันละ …………….…… บาท
                        2.2 หลังจาก 60 วันไป แล้ว ได้รับค่าจ้างวันละ ……………… บาท
            3. ในช่วงระยะเวลาการทดลองงาน หากบริษัทพิจารณาว่าท่านขาดคุณสมบัติที่เหมาะสมในการเป็นหัวหน้างาน บริษัทสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าในกรณีดังนี้
                        3.1 คุณสมบัติไม่เหมาะสม ฯ
                        3.2 ความประพฤติไม่ดี
3.3 ขาความรู้ความสามารถในการทำงาน ฯลฯ
            4. เมื่อครบกำหนดเวลาทดลองงาน หากลูกจ้างเป็นผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม นายจ้างจะพิจารณาเป็นลูกจ้างต่อไป
            สัญญานี้ทำขึ้นโดยทั้งสองฝ่ายต่างอ่านและเข้าใจข้อความในสัญญานี้ โดยถูกต้องครบถ้วนแล้ว จึงได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ

ลงชื่อ ………………………………………….. นายจ้าง

( …………………………………………………. )

ลงชื่อ ………………………………………….. ลูกจ้าง

( …………………………………………………. )


            กฎหมายคุ้มครองแรงงาน
            กฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายที่จำกัดหลักเสรีภาพในการทำสัญญาหรือหลักความศักดิ์สิทธิ์ในการแสดงเจตนา หมายความว่ากฎหมายคุ้มครองแรงงานหาได้ยกเลิกหลักความศักดิ์สิทธิ์ในการแสดงเจตนาหรือหลักเสรีภาพในการทำสัญญาในกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยสิ้นเชิงไม่ หากแต่จำกัดหลักดังกล่าวให้แคบลงเท่านั้น คือจะแสดงเจตนาทำนิติกรรมใด ๆ ให้มีมาตรฐานต่ำกว่าที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานบัญญัติไว้ไม่ได้ แต่ในทางตรงข้าม นายจ้างลูกจ้างยังคงมีเสรีภาพเต็มที่ในการทำสัญญาตราบเท่าที่สัญญานั้นไม่ขัดต่อบทบัญญัติในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กล่าวอีกนัยหนึ่งถ้านายจ้างลูกจ้างแสดงเจตนาทำสัญญาได้สูงกว่ามาตรฐานขั้นต่ำที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานบัญญัติไว้ สัญญานั้นใช้บังคับได้และไม่ให้นำกฎหมายแรงงานมาบังคับใช้
            กฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นิติกรรมใดที่ทำขึ้นขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติของกฎหมายคุ้มครองแรงงานย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 หรือแตกต่างจากที่บัญญัติไว้ก็ตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกัน 

            หลักการของกฎหมายธุรกิจ
            ประกอบไปด้วยหลักการต่างๆทั้ง 15 ประการดังนี้คือ
            (1).ความตกลงทำให้เกิดสัญญา (Freedom of Contract)
            (2).สัญญาต้องเป็นสัญญา (ความศักดิ์สิทธิ์แห่งการแสดงเจตนา) (Agreements of the parties must be observed)
            (3).คนที่มาหาความยุติธรรมต้องมาด้วยมือที่บริสุทธิ์ (Those who come to equity must come with clean hands)
            (4).จะทำสัญญายกเว้นความรับผิดอันเกิดจากการฉ้ฉลมิได้  (No contract can require fraud shall create no liability)
            (5).ในกรณีที่ความเป็นธรรมที่เท่ากัน บุคคลที่มาก่อนย่อมมีสิทธิดีกว่า (Where the equities are otherwise equal the earlier in time has)
            (6).สิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินนั้น ไม่อาจใช้ยันผู้ซื้อโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน (Claims in equity will never be valid against a bona fide purchaser for value)
            (7).ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน (He who has not, cannot give)
            (8).ผู้รับโอนย่อมมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้โอน (An assignee is clothed with right of his principal)
            (9).ข้อยกเว้นและจำกัดความรับผิดนั้นต้องตีความให้เป็นผลร้ายแก่ผู้ที่อ้างข้อยกเว้น  (Exemption clauses are sirictly construed against parties who rely on them)
            (10).ภัยพิบัติที่เกิดแกทรัพย์ย่อมตกเป็นทรัพย์แก่เจ้าของความสูญเสีย (the loss falls on the owned)
            (11).ความยินยอมไม่เป็นละเมิด (That to which a mans consents cannot be considered an injury)
            (12).สัญญาไม่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย (A contract cannot arise out of an illegal act)
            (13).พึงฟังความทั้งสองฝ่าย (Here both sides)
            (14).ความจำเป็นสาธารณะสำคัญกว่าความจำเป็นเอกชน (Public necessity is greater than private)
            (15).การไร้ความสามารถเป็นข้อแก้ตัวได้ตามกฎหมาย (Inability is an excuse in law) 

วันพุธที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2554

What did I really learn on 24 December 2011?

           จากการเรียนอาจารย์มีการอธิบายพร้อมมีตัวอย่างหยิบยกมาเสนอให้กับเรา  ทำให้เราสามารถที่จะเข้าใจได้ง่าย  เพราะโดยปกติแล้วกฎหมายจะเป็นสิ่งที่ค่อนข้างเข้าใจได้ยาก  เพราะเนื้อหาเยอะและถ้อยคำเข้าใจยาก  แต่การเรียนในวันนี้ทำให้เข้าใจในเบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายอาญาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน  พร้อมกันนี้อาจารย์ยังมีการชี้ช่องให้เห็นว่ากฎหมายยังมีช่องว่างทางกฎหมายอยู่  ทำให้บุคคลต่างๆที่กระทำความผิด  สามารถใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดของตนเองไปได้ 
            พร้อมกันนี้อาจารย์ยังได้สอนเกี่ยวกับรูปแบบของการทำงานในอดีตและปัจจุบัน ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คือ การทำงานในอดีตเราจะทำงานเป็นเวลาที่แน่นอน ตายตัว  แต่ในปัจจุบันการทำงานสามารถที่จำได้ตลอด 24 ชั่วโมง การทำงานในอดีตเราจะทำงานในออฟฟิต  แต่ในปัจจุบันไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนเราก็สามารถที่จะทำงานได้เช่นเดียวกัน  

            จากการที่ได้เรียนในวันนี้ทำให้ทราบเกี่ยวกับกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ  กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานซึ่งสามารถที่จะแบ่งออกเป็น 3 ภาค ด้วยกันคือ
            (1).ภาค 1 บทบัญญัติทั่วไป
            (2).ภาค 2 ภาคความผิด
            (3).ภาค 3 ลหุโทษ
            กฎหมายอาญา คือ กฎหมายที่ว่าด้วยความผิดและโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิด ตัวบทที่สำคัญๆ ของกฎหมายอาญาก็คือ ประมวลกฎหมายอาญา นอกจากประมวลกฎหมายอาญาแล้ว ยังมีพระราชบัญญัติอื่นๆที่กำหนดโทษทางอาญาสำหรับการฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินั้น เช่น พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พระราชบัญญัติการพนัน เป็นต้น
            ทุกสังคมย่อมมีกฎเกณฑ์ ข้อบังคับความประพฤติของสมาชิกในสังคมนั้นๆ บุคคลใดมีการกระทำที่มีผลกระทบกระเทือนต่อสังคมหรือคนส่วนใหญ่ จัดเป็นการกระทำความผิดทางอาญา ดังนั้นกฎหมายอาญาจึงเป็นกฎหมายซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการป้องกันสังคม เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยโดยการกำหนดว่า การกระทำใดเป็นความผิดอาญาและได้กำหนดโทษของผู้ฝ่าฝืน กระทำความผิดนั้นๆ
           
            ลักษณะสำคัญของกฎหมายอาญา
            (1).เป็นกฎหมายที่กำหนดเป็นความผิดชัดแจ้ง ในขณะกระทำความผิดต้องมีกฎหมายบัญญัติไว้แล้วอย่างชัดแจ้งว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด เจ้าหน้าที่ผู้ใช้กฎหมายจะสร้างกฎหมายใหม่ขึ้นมาใช้บังคับแก่ประชาชนคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะไม่ได้ เช่น กฎหมายบัญญัติว่า การลักทรัพย์เป็นความผิดดังนั้น ผู้ใดลักทรัพย์ก็ย่อมมีความผิดเช่นเดียวกัน
            (2).เป็นกฎหมายที่ไม่มีผลย้อนหลัง เป็นโทษไม่ได้แต่เป็นคุณได้ ถ้าหากในขณะที่มีการกระทำสิ่งใดยังไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด แม้ต่อมาภายหลังจะมีกฎหมายบัญญัติว่าการกระทำอย่างเดียวกันนั้นเป็นความผิด ก็จะนำกฎหมายใหม่ใช้กับผู้กระทำผิดคนแรกไม่ได้
           
            โทษทางอาญา
                1) ประหารชีวิต คือ นำตัวไปยิงด้วยปืนให้ตาย
                2) จำคุก คือ นำตัวไปขังไว้ที่เรือนจำ
                3) กักขัง คือนำตัวไปขังไว้ ณ ที่อื่น ที่ไม่ใช่เรือนจำ เช่น นำไปขังไว้ที่สถานีตำรวจ
                4) ปรับ คือ นำค่าปรับซึ่งเป็นเงินไปชำระให้แก่เจ้าพนักงาน
                5) ริบทรัพย์สิน คือ ริบเอาทรัพย์สินนั้นเป็นของหลวง เช่น ปืนเถื่อน ให้ริบ ฯลฯ
           
            มีการกระทำ มี 2 ประเภท
            (1).โดยเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น ทางตรงได้แก่ ใช้ปืนยิง ทางอ้อมได้แก่ ใส่ยาพิษในอาหาร
            (2).โดยไม่เคลื่อนไหวร่างกาย คือ การงดเว้นหน้าที่ และการละเว้นหน้าที่
           
            องค์ประกอบของความผิด มีด้วยกัน 2 ประเภท คือ
            (1).องค์ประกอบภายนอก ได้แก่ การกระทำและสิ่งต่าง ๆ ที่กฎหมายอาญาบัญญัติว่าเป็นความผิด เท่าที่ปรากฏออกมา
            (2).องค์ประกอบภายใน ได้แก่ เป็นเรื่องที่กฎหมายที่กำหนดความผิดได้กำหนดไว้เกี่ยวกับจิตใจของผู้กระทำผิด

What did I learn on youtube? # 3



การดำเนินธุรกิจกับความเกี่ยวข้องกับกฎหมาย

          จากการศึกษาคลิปวิดีโอนี้แล้วสามารถสรุปใจความสำคัญได้ดังต่อไปนี้
            สิ่งที่สำคัญที่สุดของนการเรียนรู้กฎหมายก็คือ  เราจะต้องมองภาพให้ออกว่ากฎหมายมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่แท้จริงที่ดำเนินธุรกิจอยุ่ในปัจจุบันอย่างไรนั่นเอง 
ก่อนอื่นเราก็จะมาเรียนรู้กันก่อนว่าคำว่า  ธุรกิจ คืออะไร  ธุรกิจเป็นสิ่งที่คนเรารวมกลุ่มกันแล้วร่วมทุนกัน จากนั้นก็ทำกิจกรรมร่วมกันโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรและมีความเสี่ยงต่อการขาดทุน โดยการดำเนินธุรกิจร่วมกัน เมื่อได้กำไรมาแล้วก็นำกำไรดังกล่าวมาแบ่งบัน
            กฎหมาย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจในองค์กรนั้นก็คือ เพื่อช่วยให้องค์กรดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างโปร่งใส ยุติธรรม ก็คือ ในการดำเนินธุรกิจนั้นจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกับบุคคลหลากหลายคน ไม่ว่าจะเป็นคู่ค้า ลูกค้า ก็ล้วนอาศัยกันทำงานร่วมกับผู้อื่น อย่างเช่นเมื่อมีการทำสัญญาซื้อขายทรัพย์กับบุคคลอื่น ถ้ามีข้อตกลงที่เป็นหลักเป็นการหรือเป็นหลักฐานที่มั่นคง ก็จะทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคง มั่นใจ และอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ
            การดำเนินธุรกิจนั้นก็เริ่มต้นจากสิ่งที่เราชอบหรือสิ่งที่เราถนัด อาจจะเป็นสิ่งที่เราเรียนมาหรือเราไม่ได้เรียนก็ก็ได้เช่นเดียวกัน  จากนั้นก็จัดหาคนหรือแรงงาน  ทรัพย์มาร่วมทุน ร่วมหุ้น ร่วมแรงกัน  จากนั้นก็เลือกองค์กรธุรกิจให้เหมาะสมกับธุรกิจของตนเอง  ซึ่งประเภทขององค์กรธุรกิจนั้นก็มีมากมายหลายประเภทไม่ว่าจะเป็น  ร้านค้าพาณิชย์  ห้างหุ้นส่วนสามัญ  ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน  ห้างหุ้นส่วนจำกัด  และบริษัทจำกัดมหาชน  ต่อจากนั้นเราก็จะดำเนินธุรกิจ  ซึ่งการดำเนินธุรกิจนั้นก็มีส่วนประกอบหลายส่วนด้วยกันหรือจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อต่างๆในการดำเนินธุกิจดังต่อไปนี้อย่างแน่นอน  โดยเริ่มจาก
            (1).การจ้างคนเข้าทำงาน มีการจัดตั้งฝ่ายบุคคลเพื่อคัดสรรคนเข้าทำงานกับองค์กร โดยจะต้องเลือกคนให้ถูกและเลือกให้เป็นหรือที่เรียกว่า “Put the right man on the right job” นั่นเอง
            (2).การจ่ายผลตอบแทนผู้ถือหุ้น มีการแบ่งปันผลกำไรซึ่งกันและกัน แต่ถ้ามีการขาดทุนก็ต้องมีการรับผิดร่วมกันด้วย
            (3).การติดต่อธุรกิจการค้า ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะธุรกิจต้องมีการซื้อ การขาย การแลกเปลี่ยน การจ้างต่างๆ
            (4).การทำธุรกรรมทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการกู้ยืมเงินต่างๆมาลงทุนในกิจการของตน
            (5).การคิดค้นนวัตกรรม ในปัจจุบันบริษัทต่างๆก็คิดค้นนวัตกรรมของตนเอง หรือที่เรียกว่า Research & Development (R&D) นั่นเอง เพื่อค้นค้าวิธีการใหม่ๆหรือนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อให้ได้เปรียบคู่แข่งขันของตนเองนั่นเอง
            (6).การเกิดกรณีพิพาท การดำเนินธุรกิจนั้นอาจจะมีข้อพิพาทเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ก็ต้องควบคุมกำกับดูแลให้มีข้อพิพาทกับองค์กรหรือบุคคลต่างๆให้น้อยที่สุด
            ซึ่งที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นนั้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายนั้นก็คือการจัดตั้งองค์กรนั่นเอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับกฎหมายหุ้นส่วนบริษัท และกฎหมายบุคคล ซึ่งเกี่ยวข้องในการจัดตั้ง และอำนาจหน้าที่ในการจัดตั้งองค์กร 
            ในส่วนต่อไปที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายก็คือ  องค์ประกอบในการดำเนินธุรกิจนั่นเอง  โดยเริ่มจากข้อแรกก็คือ
            (1). การจัดจ้างคนเข้าทำงาน ในส่วนนี้จะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็คือ สัญญาจ้างแรงงาน กฎหมายแรงงาน พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ และกฎหมายบุคคล ซึ่งทั้งหมดจะเกี่ยวข้องกับกฎหมายการจ้างคนเข้าทำงาน
            (2).การจ่ายผลตอบแทนผู้ถือหุ้น ก็มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ กฎหมายหุ้นส่วนบริษัท และกฎหมายบุคคล
            (3).การติดต่อธุรกิจการค้า กฎหมายที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในส่วนนี้ก็คือ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ นิติกรรมสัญญา สัญญาซื้อขาย สัญญาเช้าทรัพย์ สัญญาเช่าซื้อ และสัญญาจ้างทำของ ซึ่งมีมากกว่านี้ แต่ในเบื้องต้นจะต้องรู้และเข้าใจกฎหมายทั้ง 5 ส่วนนี้ก่อนเป็นเบื้องต้น
            (4).การทำธุรกรรมทางด้านการเงิน ซึ่งได้แก่การกู้ยืมเงิน มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็คือ กฎหมายหนี้ กฎหมายสัญญายืม กฎหมายค้ำประกัน กฎหมายจำนอง และกฎหมายจำนำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการหรือผู้ดำเนินธุรกิจจะต้องมีความเข้าใจเป็นอันดับแรกๆ เพราะมีความสำคัญ
            (5).การคิดค้นนวัตกรรม ในปัจจุบันนี้ก็มีการคิดค้นนวัตกรรมต่างที่แปลกใหม่อย่างกว้าง ซึ่งก็คงไม่มีใครอยากให้นวัตกรรมของตนเองนั้นถูกใครเลียนแบบอย่างแน่นอน และเพื่อเป็นการปกป้องสิทธิในนวัตกรรมของตนเอง ก็มีกฎหมายที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับส่วนนี้ก็คือ กฎหมายลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ซึ่งประเทศไทยยังอ่อนด้อยในข้อนี้อยู่เป็นอย่างมาก
            (6).การกรณีพิพาท ต้องมีการเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ก็คงไม่มีใครอยากให้เกิดอย่าง
ดังนั้นจะต้องมีกฎหมายมีเกี่ยวข้อง ก็คือกฎหมายสัญญาประนีประนอมยอมความ เพื่อให้จบลงด้วยดีนั่นเอง
            ซึ่งเราสามารถกล่าวสรุปได้คือ  ไม่มีขั้นตอนไหนของการดำเนินธุรกิจที่จะไม่มีกฎหมายไปเกี่ยวข้อง  ซึ่งมันเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจในทุกๆขั้นตอนนั่นเอง  ซึ่งมีส่วนประกอบของกฎหมายต่างๆที่ผู้ดำเนินธุรกิจจะต้องรู้และเข้าใจเป็นเบื้องต้นและสามารถนำไปปฏิบัติได้  ซึ่งการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายธุรกิจนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดของการเรียนก็คือ รู้จำ รู้เข้าใจ รู้นำไปใช้ นั่นเอง ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากในการดำเนินธุรกิจ หรือเป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจที่มีกฎหมายเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นเอง 



วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การวิเคราะห์นโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคลของบริษัท Expeditors




Strategic Human Resource Management Activities
การวิเคราะห์กิจกรรมทางด้านกลยุทธ์ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์
           
            Expeditors เป็นบริษัทโลจิสติกระดับโลกที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ใน Seattle, Washington ในฐานะที่เป็นบริษัท ที่ติดอันดับ Fortune 500 บริษัทมีการจ้างพนักงานมากกว่า 13,000 คน มีทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรมในเครือข่ายทั่วโลกของกว่า 250 แห่งใน 6 ทวีป 
            Expeditors ตอบสนองความต้องการที่ซับซ้อนมากขึ้นของการค้าระหว่างประเทศผ่านทางโซลูชันที่กำหนดเองและไม่มีรอยต่อระบบข้อมูลแบบบูรณาการ บริการของบริษัทรวมการขนส่งทางอากาศและทะเล  และการส่งต่อรวมของผู้จำหน่ายพิธีการศุลกากรและการประกันภัยการขนส่งสินค้า, การจัดจำหน่ายและค่าบริการอื่น ๆ ที่ Expeditors นั้นมีความภูมิใจในการเป็นองค์กรโซลูชั่น และใช้เวลาในการเข้าใจความต้องการทางธุรกิจของลูกค้าแต่ละบุคคล ในฐานะที่เป็นองค์กรที่ไม่ใช่สินทรัพย์ที่บริษัทมีความยืดหยุ่นมากในการจัดการโซ่อุปทานของลูกค้า เนื่องจากความสัมพันธ์ของบริษัทกับซัพพลายเออร์และคู่ค้าในท้องถิ่นทางอากาศและทะเลทั่วโลก 
บริษัทสามารถให้บริการลูกค้าด้วยการกำหนดเส้นทางที่ดีที่สุดและตัวเลือกการกำหนดราคา 
ที่ครอบคลุมคลื่นความถี่ของเรามีความยืดหยุ่นในการให้บริการได้รับการสนับสนุนโดยเทคโนโลยีสารสนเทศชั้นนำที่ให้บริการในระดับสูงเพื่อรักษาคุณภาพที่สอดคล้องกันและการให้บริการลูกค้าทั่วโลก
           Expeditors มีสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคตั้งอยู่ในลอนดอน, เซาเปาโล,เบรุตและเซี่ยงไฮ้
           
            1). Human Resource Philosophy (ปรัชญาในการดำเนินงาน)         
            Expeditors International   มีความมุ่งมั่นในที่จะสร้างมาตรฐานสูงสุดในการดำเนินธุรกิจการทำตามกฎหมายและจริยธรรม และทำตามมาตรฐานของกฎหมาย จริยธรรม และกฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามในแต่ละประเทศ
            Expeditors มีเครื่องมือที่จะเตือนใจให้กับกรรมการเจ้าหน้าที่และพนักงานของบริษัทปราศจากจากความรุนแรง พร้อมทั้งสร้างความมุ่งมั่นของที่จะปฏิบัติตามกฎหมายนี้และในมาตรฐานสูงสุดของการดำเนินธุรกิจมีผลบังคับใช้สำหรับกรรมการ เจ้าหน้าที่และพนักงานในทุกๆคนและทุกๆระดับชั้น


            2). Human Resource Policies   (นโยบายการดำเนินงานเกี่ยวกับพนักงาน)        
            Expeditors มีความมุ่งมั่นในการสร้างศีลธรรมและทำตามกฎหมายที่จะทำให้ทุกคนมีโอกาสได้รับการจ้างงานที่เท่าเทียมกัน และความเท่าเทียมกันตามความต้องการของตำแหน่งหน้าที่ 
            การจ้างงานของบริษัท Expeditors นั้น  จะมีนโยบายที่เท่าเทียมกัน  ห้ามการเลือกปฏิบัติที่ผิดกฎหมายที่เกี่ยวกับเชื้อชาติเพศรสนิยมทางเพศสถานภาพการสมรส, อายุ, สี, ศาสนา, ลัทธิ, ชาติกำเนิดความพิการสถานะทหารผ่านศึกหรืออื่น ๆ ที่ได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมาย นโยบายนี้เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจจ้างงานทั้งหมดรวมทั้งผู้ที่อยู่ในการเชื่อมต่อกับการจัดหา การจ้างงาน การฝึกอบรมการส่งเสริมการชดเชยผลประโยชน์และการเลิกจ้างทั้งหมดข้อกำหนดและเงื่อนไขของการจ้างงาน ในขณะที่ผู้บังคับบัญชาและผู้จัดการจะมีค่าบริการที่มีความรับผิดชอบในการป้องกันการเลือกปฏิบัติที่ประสบความสำเร็จของนโยบายเท่ากับ Expeditors โอกาสที่การจ้างงานจริงขึ้นอยู่กับทัศนคติที่เป็นกลางและการกระทำของพนักงานแต่ละคน บริษัท Expeditors จะไม่ยอมให้ดำเนินการเพื่อข่มขู่ใด ๆ ที่ก่อกวนหรือเลือกปฏิบัติกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
           
          3). Human Resource Programs (โปรแกรมการบริหารบุคคล)  
          มีการออกแบบรูปแบบที่ใช้ในการสื่อสารและการเรียนรู้ของพนักงานทุกคน มีการฝึกอบรมร่วมกันของพนักงานตั้งแต่เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกัน
           
          4). Human Resource Practices (การปฏิบัติของฝ่ายทรัพยากรบุคคล)  
            Expeditors จะไม่ยอมรับการละเมิดสิทธิมนุษยชนของมาตรฐานแรงงาน Expeditors ห้ามมิให้บังคับ ผูกมัด หรือบังคับแรงงาน Expeditors จะไม่จ้างแรงงานอายุต่ำกว่าที่กฎหมายยกำหนดขั้นต่ำสำหรับการจ้างงานรวมทั้งในประเทศเหล่านั้นอยู่ภายใต้อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 138 ว่าด้วยอายุขั้นต่ำ พนักงานไม่จำเป็นต้องยื่นเงินฝากเงินหรือเอกสารประจำตัว (เช่นหนังสือเดินทางหรืออื่น ๆ ที่ออกโดยภาครัฐบัตรประจำตัวประชาชน) ด้วย Expeditors พนักงานมีสิทธิและการเยียวยาทั้งหมดอยู่ภายใต้กฎหมายแรงงานและการจ้างงานที่ใช้บังคับ
            Expeditors ส่งเสริมให้พนักงานทั้งหมดที่จะเข้าร่วมในการชุมชุมและกิจกรรมทางการเมือง แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพนักงานมีส่วนร่วมในกิจกรรมดังกล่าว พนักงานมีส่วนร่วมและการแสดงมุมมองของพนักงานเองนั้นก็เป็นความคิดเห็นพลเมืองแต่ละบุคคลและไม่ได้เป็นตัวแทนของ Expeditors

            5). Human Resource Process (กระบวนการบริหาร HR) 
            บริษัทมีการกำหนดการวางตำแหน่งของพนักงานที่เหมาะสม ซึ่งต้องผ่านการประเมินทักษะพื้นฐานในความรู้ที่เกี่ยวข้องกับงาน และยังคัดเลือกพนักงานให้เหมาะสมกับแต่ละตำแหน่ง  เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด 
            Expeditors ดำเนินงาน มีการออกแบบกระบวนการดำเนินงานทุกขั้นตอน ให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากที่สุด มีการวางแผนการดำเนินงาน มีการกำหนดความรับผิดชอบและหน้าที่อย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญและความชำนาญของพนักงานเพื่อให้มีการดำเนินงานที่ฉับไวและทันต่อความต้องการของลุกค้าทั่วโลก 

            ในการจัดการทรัพยากรบุคคลของ Expeditors นั้น Expeditorsจะให้ความสำคัญไปที่พนักงานเป็นสำคัญ โดยถือว่าพนักงานทุกคนเป็นทรัพย์สินที่มีค่าของบริษัท โดยการสรรหา  
การสร้างแรงจูงใจและรักษาบุคลากรที่ดีที่สุดในธุรกิจของเรารู้สึกว่าเราจะรักษาตำแหน่งผู้นำของเราในตลาด ธุรกิจของเราคือการบริการลูกค้าที่มีคุณภาพและคนของเราเป็นสิ่งที่ทำให้ที่เกิดขึ้น เราจ้างบุคคลขึ้นอยู่กับทัศนคติ  สำหรับทักษะในการที่จะทำให้เป็นอาชีพที่ประสบความสำเร็จที่นี่ เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอาชีพและการประเมินผลงานโดยรวมของพนักงานของเราจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 52 ชั่วโมงของการฝึกอบรมต่อปี

            Expeditors ห้ามไม่ให้พนักงานมีการร้องขอหรือรับผลประโยชน์ส่วนบุคคลสำหรับบริการใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือการพิจารณาอื่น ๆ โดยตรงหรือโดยอ้อมในการแลกเปลี่ยน นอกจากนี้พนักงานที่ถูกห้ามไม่ให้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติที่เป็นหรือจะปรากฏอยู่ในความขัดแย้งกับผลประโยชน์ของ Expeditors หรือลูกค้าของบริษัท

            ส่วนในเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมนั้น Expeditors มุมมองการติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญทางธุรกิจในเขตอำนาจศาลทั้งหมดที่เรามีพนักงานและผู้ให้บริการการดำเนินธุรกิจในนามของเรา ดังนั้นเพื่อปกป้องชุมชนของเรา Expeditors มีความสอดคล้องกับกฎหมายสิ่งแวดล้อมและกฎระเบียบที่ใช้กับธุรกิจของเรา Expeditors ยังมีความมุ่งมั่นที่จะรักษาสติขององค์กรที่มีความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม การปรับปรุงการดำเนินงานและการพัฒนานวัตกรรมที่จะช่วยลดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมที่ได้รับการสนับสนุน Expeditors ตามกฎหมายและข้อบังคับทั้งหมดที่ออกแบบมาเพื่อการคุ้มครองและอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติที่สำคัญ
            Expeditors ส่งเสริมให้พนักงานทั้งหมดและผู้ให้บริการมีส่วนร่วมในความมุ่งมั่นในคุณภาพของสิ่งแวดล้อมนี้ Expeditors มีโอกาสมากสำหรับพนักงานและผู้ให้บริการของ บริษัท ที่จะเข้าร่วมในการแสวงหานี้รวมถึง:
  • ให้การฝึกอบรมให้กับพนักงานเกี่ยวกับวิธีการเพื่อให้สอดคล้องกับความมุ่งมั่นนี้
  • ส่งเสริมให้พนักงานที่จะเข้าร่วมทีมงานของโครงการด้านสิ่งแวดล้อมของเรา
  • การสื่อสารความคาดหวังด้านสิ่งแวดล้อมของเรากับผู้ให้บริการ
  • ด้วยการร่วมมือกับลูกค้าและผู้ให้บริการเกี่ยวกับทางเลือกในการขนส่งที่มีทั้งมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
  • แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าไปยังวัดในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมของเราและสิ่งอำนวยความสะดวกกับลูกค้าของเรา
  • ส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่พนักงานทุกคนอาจจะมีส่วนร่วมในการปฏิบัติตามนโยบายของเรา
  • การแสวงหาความช่วยเหลือและใส่ของพนักงานของเราในความคิดเห็นของเราเป็นระยะของการปฏิบัติตามภาระผูกพันของเรากับสิ่งแวดล้อม Expeditors
  • การสื่อสารกลยุทธ์ของเราริเริ่มด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันและความสำเร็จในเว็บไซต์ของเราภายใน

นายศิริชัย สืบตั๋น           54101246

นางสาวศิริรัตน์ ชัยมงคล  54101253

นายรักษิต วงมงคล        54102007


การจัดการโลจิสติกส์



What did I really learn on 10 December 2011?

            จากการเรียนวันนี้ในส่วนแรกทำให้ทราบว่าความต้องการในการจ้างงานขององค์กรในปัจจุบันนี้เปลี่ยนจากแรงงานแบบดั้งเดิมกลายมาเป็นแรงงานที่อาศัยศิลปะเข้ามาผสมผสานในการทำงานมากขึ้นกว่าแต่ก่อน 
            ทำให้ทราบว่าในปัจจุบันนี้การคัดเลือกพนักงานเข้ามาทำงานในองค์กรนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมคือ  มีการเลือกคนในถูกกับงาน  ให้ตรงกับความสามารถของพนักงานแต่ละคน  รวมไปถึงทำให้ทราบว่าแท้ที่จริงแล้วนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรบุคคลนั้นผู้ที่ตัดสินใจแท้ที่จริงแล้วคือตัวผู้บริหาร  ส่วนแผนกทรัพยากรบุคคลนั้นเพียงส่วนที่ให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ  ให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำแก่ผู้บริหารผู้ซึ่งกำหนดและตัดสินใจในเรื่องของทรัพยากรบุคคล
            และยังทำให้ทราบว่าการที่องค์กรนั้นทุกๆองค์กรนั้นก็ล้วนต้องการคนเก่งเข้ามาทำงานให้องค์กรของตนเอง  และเมื่อได้คนเก่งเข้ามาเป็นบุคลากรในองค์กร  ก็ย่อมต้องการให้องค์กรดำเนินงานไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากที่สุด  ซึ่งการที่องค์กรมีคนเก่งแต่คนเก่งกลับไม่ได้มีโอกาสในการแสดงความสามารถของตนเองก็ย่อมเท่ากับว่าเสียโอกาสที่ดีไป  ดังนั้นเมื่องค์กรต้องการผลงานจากบุคลากรในองค์กรก็ย่อมที่จะต้อง  ให้คนเก่งเป็น Leader ที่ดี” ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพ และเกิดผลงานที่ดีต่อองค์กร
           รวมไปถึงทำให้ทราบเกี่ยวกับ HRM Strategy, Policy and Planning ว่ามีความสำคัญต่อผลงานและการพัฒนาขององค์กร รวมถึงให้ทราบถึงขั้นตอนในการกำหนดกลยุทธ์ว่าจะต้องมีขั้นตอนหรือรูปแบบเป็นอย่างไร ทำให้ทราบถึงการกำหนดนโยบายที่สำคัญขององค์กร ว่าการกำหนดนโยบายอย่างไรจึงจะเป็นนโยบายที่ดีและได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า และยังทราบถึงการวางแผนต่างๆขององค์กรว่าจะต้องมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

What did I learn on youtube? # 2

 


Integrated Logistics Systems
            คือรูปแบบหรือเทคนิค วิธีการที่เข้ามาผสมผสานเพื่อช่วยให้การจัดการปฏิบัติงานทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและสมเหตุสมผลมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการกระจายสินค้า เทคโนโลยีซึ่งมีส่วนสำคัญในการดำเนินงานในปัจจุบันให้มีความถูกต้องแม่นยำ  และรวดเร็วขึ้น  ซึ่ง Integrated Logistics Systems นี้สามารถที่จะแบ่งกลยุทธ์ในการดำเนินงานได้หลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น
           
            1). Direct Product Profitability (DPP)
            เป็นรูปแบบหรือเครื่องมือที่ช่วยในเรื่องของการจัดการปฏิบัติงาน  เพื่อเพิ่มความสามารถในการค้าปลีก  การขายสินค้า  การกระจายสินค้ารวมไปถึงการจัดการงบประมาณในการกระจายสินค้า  DPP ช่วยให้เราทราบต้นทุนของสินค้า การกำหนดกลยุทธ์ในการขายสินค้า ซึ่งส่งผลต่อการกำหนดราคาและการได้มาของกำไร ซึ่ง DPP จะมุ่งเน้นไปที่การทำผลกำไรของการค้าปลีก รวมทั้ง DPP ยังจะช่วยประหยัดค่าใช่จ่ายในการปฏิบัติได้อีกทางหนึ่ง DPP ยังช่วยในระบบการขนส่งสินค้า ซึ่งทำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถช่วยให้ระบุต้นทุนของสินค้าแต่ละประเภทได้ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เป็นข้อมูลที่สามารถหาได้อย่างง่าย เพื่อใช้เป็นข้อมูลของต้นทุนสินค้าและนำไปใช้ในการวางแผนเพื่อกำหนดกลยุทธ์ในขั้นตอนต่อไป

            2). Materials Requirements Planning
          เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการสนับสนุนในการจัดการกับวัตถุดิบที่จำเป็นของรายงานสินค้า  ช่วยในการตัดสินใจในวัตถุดิบต่างๆ  รวมไปถึงการจัดการบุคคล  การจัดหาสินค้าของรายการสินค้า ซึ่งมีผลต่อการวางแผน  การปรับปรุงในการจัดการทรัพยากรขององค์กรให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  พร้อมทั้งยังช่วยในการปรับปรุงในเรื่องของสินค้า และยังช่วยในการควบคุมและลดต้นทุนของสินค้า  ทำให้การวางแผนการกำหนดเกี่ยววัตถุดิบของสินค้ามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

            3).Distribution Requirements Planning
          เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการกระจายสินค้า  เพื่อให้ทราบถึงสินค้าคงคลังที่เหลืออยู่ทำให้สามารถจัดการสินค้าและกระจายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังช่วยในเรื่องของการได้มาของของวัตถุดิบจากแหล่งวัตถุดิบ  ทำให้สามารถทำให้ระบบของการกระจายสินค้าทำได้อย่างถูกที่  ถูกเวลา มากยิ่งขึ้น  พร้อมทั้งยังสามารถช่วยในการปรับปรุงการให้บริการกับลูกค้าได้
           
            4).Just in Time (JIT)
            คือการจัดการการส่งสินค้าหรือการผลิตสินค้าให้ทันเวลากับความต้องการของลูกค้า 
ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของสินค้า  ช่วยให้กำหนดการผลิต  การส่งมอบสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  พร้อมทั้งยังช่วยให้เกิดการปฏิบัติงานเป็นไปอย่างสมบูรณ์  และไม่เสียเวลา
          กล่าวโดยสรุปก็คือ ช่วยทำให้สินค้าที่ต้องการ ไปยังในเวลาที่พอดี ด้วยจำนวนที่ต้องการ  ซึ่งใช้ความต้องการของลูกค้าเป็นเครื่องกำหนดปริมาณการผลิตและการใช้วัตถุดิบ